หลวงพ่อฝากไว้ ปี 2555 ลำดับที่ 120
ชื่อตอน (Title)
หลวงพ่อฝากไว้ ปี 2555 ลำดับที่ 120
บันทึกเสียงเมื่อ (Recording Date)
ชุด (Category)
หลวงพ่อฝากไว้ ปี 2555
ถอดความฉบับเต็ม (Transcript)
เจริญธรรมญาติโยมทุกคนทุกท่าน ขอให้ญาติโยมจงเจริญสติสร้างความรู้สึกรับรู้สัมผัสของลมหายใจที่วิ่งเข้าวิ่งออกกระทบปลายจมูกของเราให้ต่อเนื่องแล้วก็ให้ชัดเจน นั่งตามสบายวางกายให้สบายแล้วก็วางใจให้สบายไม่ต้องพนมมือ หยุดความนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ เอาไว้ชั่วครั้งชั่วคราว ถึงเราละไม่ได้หยุดไม่ได้
ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา เราได้สร้างความรู้ตัวแล้วก็สร้างให้ต่อเนื่องกันแล้วหรือยัง ถ้ายังก็เริ่มเสียนะ หลวงพ่อก็เพียงแค่พูดแค่ชี้แค่แนะแค่เพียงกระตุ้นให้พวกท่านได้พากันไปทำไปวิเคราะห์ การเจริญสติสร้างความรู้ตัวเป็นลักษณะอย่างนี้ การสังเกตใจเป็นลักษณะอย่างนี้ การควบคุมใจควบคุมอารมณ์ จนกว่าใจของเราจะคลายออกจากความคิดซึ่งเรียกว่า ‘แยกรูปแยกนาม’
รู้จักลักษณะของความปกติ รู้จักลักษณะของความว่าง ใจที่ว่างใจที่คลายจากความคิด ใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ใจที่ปกติใจที่สงบ รู้จักจำแนกแจกแจงว่าอันนี้ส่วนสติความรู้ตัวที่เราสร้างขึ้นมา อันนี้ส่วนใจที่อาศัยกายอยู่ซึ่งเป็นส่วนนามธรรม ลึกลงไปอีกความคิดที่ผุดขึ้นมาปรุงแต่งใจเป็นอย่างไร ทำไมใจของเราถึงไปหลง เราต้องรู้ให้ชัดแจ้งให้เห็นเป็นส่วนๆ ไปซึ่งเรียกว่ารอบรู้ในกองสังขารรอบรู้ในขันธ์ห้าของตัวเราเอง
แนวทางนั้นพระพุทธองค์ท่านได้ค้นพบ เอามาจำแนกแจกแจง เอามาชี้ให้เข้าถึงเหตุถึงผล เห็นเหตุเห็นผลแล้วก็ตามทำความเข้าใจ คลายใจหรือว่าคลายวิญญาณออก ดูรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง แต่ส่วนมากใจของทุกคนนั้นเกิด ทั้งเกิดทั้งเป็นทาสของอารมณ์ของกิเลส ทั้งใจทั้งสติปัญญารวมกันไป เราไม่จำแนกแจกแจงออกให้เห็นเป็นคนละส่วน ใจกับอาการของใจนั้นก็รวมกันอยู่ ส่วนปัญญาส่วนสมองส่วนบน ใจก็ไปรวมกันอีกไปด้วยกัน ด้วยเหตุด้วยผลของโลกของโลกิยะ ในหลักธรรมท่านให้เจริญสติเข้าไปคลายใจออก ให้รับรู้ให้เห็นตามความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างหมดความสงสัย แล้วก็ละกิเลสดับความเกิดจากใจของเราให้หมดจด ความเข้าใจกับสมติให้ถูกต้อง
กายของเราทำหน้าที่อย่างนี้ ทวารหน้าที่อย่างนี้ โลกธรรมก็เป็นอยู่อย่างนี้ อะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล เราต้องจำแนกแจกแจงให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าไปปฏิบัติธรรมแต่ไม่เข้าใจในธรรม ตัวใจนั่นแหละคือตัวธรรม แต่เวลานี้เขายังเกิดอยู่เขายังหลงอยู่ ถ้าเราเข้าใจเราก็จะได้ฟังธรรมตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ยืนเดินนั่งนอน กินอยู่ขับถ่ายก็เป็นแค่เพียงอิริยาบถ ความอยากแม้แต่นิดเดียวก็อย่าให้เกิดขึ้นที่ใจของเรา
แต่คนทั่วไปแล้วทั้งมีความทะเยอทะยานอยาก ทั้งอยากทั้งยึดทั้งติดทั้งหวัง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลยปิดกั้นตัวใจเอาไว้ เรามาเจริญสติให้มากๆ แล้วก็หมั่นพร่ำสอนใจของเราให้มากๆ อยู่กับสมมติอย่างมีความสุข อยู่ที่ไหนก็มีความสุข อยู่คนเดียวก็มีความสุข อยู่หลายคนก็มีความสุข มันก็ยากนะถ้าไม่ตั้งใจขยันหมั่นเพียรกันจริงๆ การพูดง่ายแต่การกระการลงมือการทำความเข้าใจให้ได้ทุกเรื่องต้องเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งนอนหลับ จนเป็นเองจนเป็นอัตโนมัติในการดูในการรู้ในการละ จะเอาจะมีจะเป็นก็เป็นเรื่องของปัญญาเข้าไปทำความเข้าใจ อยู่ที่ไหนก็จะมีความสุข
คนเราเกิดมา เกิดมาเพื่ออะไร เราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไร ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ประคับประคองกายอย่างไร ประคับประคองใจอย่างไรถึงจะมีความสงบความสุข แนวทางก็มีกัน ทุกคนปรารถนาที่จะหาทางดับทุกข์หาทางหลุดพ้น เราต้องหมั่นพร่ำสอนตัวเราเองแก้ไขตัวเราเองปรับปรุงตัวเราเอง บอกตัวเองให้ได้ใช้ตัวเองให้เป็น อะไรกิเลสหยาบกิเลสละเอียด อะไรคือสมมติวิมุตติ พระพุทธองค์ท่านสอนเรื่องหลักของความเป็นจริงหลักของอริยสัจ ใจที่ส่งออกไปภายนอกเป็นลักษณะอย่างไร ใจที่ปราศจากกิเลสเป็นอย่างไร ใจที่คลายจากความยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างไร
กายของเราท่านถึงบอกว่าเป็นกองเป็นขันธ์ เป็นกองเป็นขันธ์อย่างไร เราต้องรู้แจ้งแทงตลอดให้ได้ทุกเรื่อง แต่ส่วนมากก็รู้อยู่ แต่รู้อยู่ไม่ถึงจุดหมายไม่ถึงปลายเหตุ ใจก็เลยเกิดความทุกข์ความเครียดอยู่อย่างนั้น ทุกข์กับสุขเขาก็อยู่ร่วมกัน บุญก็บาปเขาบาปเขาก็อยู่ร่วมกัน แต่ในหลักธรรมท่านให้คลายออก คลายออกให้หมดละทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างบุญสร้างกุศลแต่ไม่ให้ยึด ก็จะมีตั้งแต่ประโยชน์
พยายามสร้างสะสมบุญตั้งแต่น้อยๆ จากน้อยๆ ไปหามากๆ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเรามองใจเราเป็นบุญ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นบุญหมดเลยมองเห็นเป็นบุญหมด ถ้าใจของเราเป็นบาปเราก็มองเห็นเป็นบาป มองเห็นเป็นบุญก็เป็นบุญ เราก็รีบแก้ไขขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ตั้งแต่คิด คิดดีทำดีทั้งทางกายทั้งทางวาจาและก็ทางใจ สำรวมกายสำรวมวาจา ลึกลงไปสำรวมใจจนคลายใจออกจากความหลง ออกจากความยึดมั่นถือมั่น อยู่คนเดียวเราก็วิเคราะห์เราแก้ไขเราปรับปรุงเรา อะไรเป็นประโยชน์ ประโยชน์ใกล้ประโยชน์ไกล ประโยชน์ส่วนตัวประโยชน์ส่วนรวม เราก็พยายามรีบทำเสียขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ เพียงแค่ระดับของสมมติอะไรเรายังติดขัดเราก็รีบแก้ไข
แต่ละวันตื่นขึ้นมาจิตใจของเราเป็นอย่างไร จิตใจของเรามีความกังวล จิตใจของเรามีความฟุ้งซ่าน หรือว่าจิตใจของเรามีความทุกข์ เราก็รีบแก้ไข ไม่มีใครเขาแก้ไขให้เราได้หรอกนอกจากตัวของเรา ถ้าเราไม่แก้ไขเราแล้วอย่าไปเที่ยวให้คนอื่นเขาสอน เราจงสอนตัวเองแก้ไขตัวเอง ครูบาอาจารย์ตำราก็เป็นแค่เพียงแผนที่ชี้แนะแนวทางให้เท่านั้น ไม่ใช่ว่าไปที่โน่นไปที่นี่แล้วจะเข้าใจในธรรม ถ้าเราไม่เจริญสติเข้าไปวิเคราะห์หาเหตุหาผล ตามดูรู้เห็นจนใจของเราคลายเราก็จะไม่เข้าใจ ถึงใจปรารถนาฝักใฝ่ในบุญก็ช่างก็อยู่ในระดับบุญ
แต่การเดินปัญญานั้นเราต้องหัดสังเกต เป็นคนช่างสังเกตเป็นคนช่างวิเคราะห์ วิเคราะห์เป็นคนช่างสำรวจตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนใจของเราคลายออกมองเห็นหนทางเดินนั่นแหละ มันถึงจะเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธองค์ ก็ต้องพยายามกัน มันไม่เหลือวิสัยหรอก ก็ต้องพยายามกัน ไม่เข้าใจวันนี้วันพรุ่งนี้เราต้องเข้าใจ ไม่เข้าใจพรุ่งนี้มะรืนนี้เดือนหน้าปีหน้า ไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะไปต่อเอาภพหน้า ก็ต้องพยายามกัน
เอาล่ะวันนี้ก็ขอเจริญธรรมเพียงเท่านี้ พากันไหว้พระพร้อมๆ กันพากันไปสร้างสานต่อความเข้าใจนะ
ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา เราได้สร้างความรู้ตัวแล้วก็สร้างให้ต่อเนื่องกันแล้วหรือยัง ถ้ายังก็เริ่มเสียนะ หลวงพ่อก็เพียงแค่พูดแค่ชี้แค่แนะแค่เพียงกระตุ้นให้พวกท่านได้พากันไปทำไปวิเคราะห์ การเจริญสติสร้างความรู้ตัวเป็นลักษณะอย่างนี้ การสังเกตใจเป็นลักษณะอย่างนี้ การควบคุมใจควบคุมอารมณ์ จนกว่าใจของเราจะคลายออกจากความคิดซึ่งเรียกว่า ‘แยกรูปแยกนาม’
รู้จักลักษณะของความปกติ รู้จักลักษณะของความว่าง ใจที่ว่างใจที่คลายจากความคิด ใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ใจที่ปกติใจที่สงบ รู้จักจำแนกแจกแจงว่าอันนี้ส่วนสติความรู้ตัวที่เราสร้างขึ้นมา อันนี้ส่วนใจที่อาศัยกายอยู่ซึ่งเป็นส่วนนามธรรม ลึกลงไปอีกความคิดที่ผุดขึ้นมาปรุงแต่งใจเป็นอย่างไร ทำไมใจของเราถึงไปหลง เราต้องรู้ให้ชัดแจ้งให้เห็นเป็นส่วนๆ ไปซึ่งเรียกว่ารอบรู้ในกองสังขารรอบรู้ในขันธ์ห้าของตัวเราเอง
แนวทางนั้นพระพุทธองค์ท่านได้ค้นพบ เอามาจำแนกแจกแจง เอามาชี้ให้เข้าถึงเหตุถึงผล เห็นเหตุเห็นผลแล้วก็ตามทำความเข้าใจ คลายใจหรือว่าคลายวิญญาณออก ดูรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง แต่ส่วนมากใจของทุกคนนั้นเกิด ทั้งเกิดทั้งเป็นทาสของอารมณ์ของกิเลส ทั้งใจทั้งสติปัญญารวมกันไป เราไม่จำแนกแจกแจงออกให้เห็นเป็นคนละส่วน ใจกับอาการของใจนั้นก็รวมกันอยู่ ส่วนปัญญาส่วนสมองส่วนบน ใจก็ไปรวมกันอีกไปด้วยกัน ด้วยเหตุด้วยผลของโลกของโลกิยะ ในหลักธรรมท่านให้เจริญสติเข้าไปคลายใจออก ให้รับรู้ให้เห็นตามความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างหมดความสงสัย แล้วก็ละกิเลสดับความเกิดจากใจของเราให้หมดจด ความเข้าใจกับสมติให้ถูกต้อง
กายของเราทำหน้าที่อย่างนี้ ทวารหน้าที่อย่างนี้ โลกธรรมก็เป็นอยู่อย่างนี้ อะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล เราต้องจำแนกแจกแจงให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าไปปฏิบัติธรรมแต่ไม่เข้าใจในธรรม ตัวใจนั่นแหละคือตัวธรรม แต่เวลานี้เขายังเกิดอยู่เขายังหลงอยู่ ถ้าเราเข้าใจเราก็จะได้ฟังธรรมตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ยืนเดินนั่งนอน กินอยู่ขับถ่ายก็เป็นแค่เพียงอิริยาบถ ความอยากแม้แต่นิดเดียวก็อย่าให้เกิดขึ้นที่ใจของเรา
แต่คนทั่วไปแล้วทั้งมีความทะเยอทะยานอยาก ทั้งอยากทั้งยึดทั้งติดทั้งหวัง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลยปิดกั้นตัวใจเอาไว้ เรามาเจริญสติให้มากๆ แล้วก็หมั่นพร่ำสอนใจของเราให้มากๆ อยู่กับสมมติอย่างมีความสุข อยู่ที่ไหนก็มีความสุข อยู่คนเดียวก็มีความสุข อยู่หลายคนก็มีความสุข มันก็ยากนะถ้าไม่ตั้งใจขยันหมั่นเพียรกันจริงๆ การพูดง่ายแต่การกระการลงมือการทำความเข้าใจให้ได้ทุกเรื่องต้องเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งนอนหลับ จนเป็นเองจนเป็นอัตโนมัติในการดูในการรู้ในการละ จะเอาจะมีจะเป็นก็เป็นเรื่องของปัญญาเข้าไปทำความเข้าใจ อยู่ที่ไหนก็จะมีความสุข
คนเราเกิดมา เกิดมาเพื่ออะไร เราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไร ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ประคับประคองกายอย่างไร ประคับประคองใจอย่างไรถึงจะมีความสงบความสุข แนวทางก็มีกัน ทุกคนปรารถนาที่จะหาทางดับทุกข์หาทางหลุดพ้น เราต้องหมั่นพร่ำสอนตัวเราเองแก้ไขตัวเราเองปรับปรุงตัวเราเอง บอกตัวเองให้ได้ใช้ตัวเองให้เป็น อะไรกิเลสหยาบกิเลสละเอียด อะไรคือสมมติวิมุตติ พระพุทธองค์ท่านสอนเรื่องหลักของความเป็นจริงหลักของอริยสัจ ใจที่ส่งออกไปภายนอกเป็นลักษณะอย่างไร ใจที่ปราศจากกิเลสเป็นอย่างไร ใจที่คลายจากความยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างไร
กายของเราท่านถึงบอกว่าเป็นกองเป็นขันธ์ เป็นกองเป็นขันธ์อย่างไร เราต้องรู้แจ้งแทงตลอดให้ได้ทุกเรื่อง แต่ส่วนมากก็รู้อยู่ แต่รู้อยู่ไม่ถึงจุดหมายไม่ถึงปลายเหตุ ใจก็เลยเกิดความทุกข์ความเครียดอยู่อย่างนั้น ทุกข์กับสุขเขาก็อยู่ร่วมกัน บุญก็บาปเขาบาปเขาก็อยู่ร่วมกัน แต่ในหลักธรรมท่านให้คลายออก คลายออกให้หมดละทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างบุญสร้างกุศลแต่ไม่ให้ยึด ก็จะมีตั้งแต่ประโยชน์
พยายามสร้างสะสมบุญตั้งแต่น้อยๆ จากน้อยๆ ไปหามากๆ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเรามองใจเราเป็นบุญ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นบุญหมดเลยมองเห็นเป็นบุญหมด ถ้าใจของเราเป็นบาปเราก็มองเห็นเป็นบาป มองเห็นเป็นบุญก็เป็นบุญ เราก็รีบแก้ไขขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ตั้งแต่คิด คิดดีทำดีทั้งทางกายทั้งทางวาจาและก็ทางใจ สำรวมกายสำรวมวาจา ลึกลงไปสำรวมใจจนคลายใจออกจากความหลง ออกจากความยึดมั่นถือมั่น อยู่คนเดียวเราก็วิเคราะห์เราแก้ไขเราปรับปรุงเรา อะไรเป็นประโยชน์ ประโยชน์ใกล้ประโยชน์ไกล ประโยชน์ส่วนตัวประโยชน์ส่วนรวม เราก็พยายามรีบทำเสียขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ เพียงแค่ระดับของสมมติอะไรเรายังติดขัดเราก็รีบแก้ไข
แต่ละวันตื่นขึ้นมาจิตใจของเราเป็นอย่างไร จิตใจของเรามีความกังวล จิตใจของเรามีความฟุ้งซ่าน หรือว่าจิตใจของเรามีความทุกข์ เราก็รีบแก้ไข ไม่มีใครเขาแก้ไขให้เราได้หรอกนอกจากตัวของเรา ถ้าเราไม่แก้ไขเราแล้วอย่าไปเที่ยวให้คนอื่นเขาสอน เราจงสอนตัวเองแก้ไขตัวเอง ครูบาอาจารย์ตำราก็เป็นแค่เพียงแผนที่ชี้แนะแนวทางให้เท่านั้น ไม่ใช่ว่าไปที่โน่นไปที่นี่แล้วจะเข้าใจในธรรม ถ้าเราไม่เจริญสติเข้าไปวิเคราะห์หาเหตุหาผล ตามดูรู้เห็นจนใจของเราคลายเราก็จะไม่เข้าใจ ถึงใจปรารถนาฝักใฝ่ในบุญก็ช่างก็อยู่ในระดับบุญ
แต่การเดินปัญญานั้นเราต้องหัดสังเกต เป็นคนช่างสังเกตเป็นคนช่างวิเคราะห์ วิเคราะห์เป็นคนช่างสำรวจตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนใจของเราคลายออกมองเห็นหนทางเดินนั่นแหละ มันถึงจะเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธองค์ ก็ต้องพยายามกัน มันไม่เหลือวิสัยหรอก ก็ต้องพยายามกัน ไม่เข้าใจวันนี้วันพรุ่งนี้เราต้องเข้าใจ ไม่เข้าใจพรุ่งนี้มะรืนนี้เดือนหน้าปีหน้า ไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะไปต่อเอาภพหน้า ก็ต้องพยายามกัน
เอาล่ะวันนี้ก็ขอเจริญธรรมเพียงเท่านี้ พากันไหว้พระพร้อมๆ กันพากันไปสร้างสานต่อความเข้าใจนะ